Tuesday, 4 February 2014

บันทึกสะท้อนการเรียนรู้ครั้งที่ 9


ความรู้ที่ได้รับ
ระเบียบงานสารบรรณ และ การเขียนหนังสือราชการ
งานสารบรรณ
              1.      การจัดทำ
              2.      การรับ
              3.      การส่ง
              4.      การเก็บรักษา
              5.      การยืม
              6.      การทำลาย


ชั้นความเร็วและชั้นความลับ
ชั้นความเร็ว
-                       ด่วน
-                      ด่วนมาก
-                      ด่วนที่สุด
ชั้นความลับ
-          ลับ = ความลับที่เกี่ยวกับข่าวสารที่รั่วไหลแล้วจะทำให้เกิดความเสียหายต่อทางราชการหรือต่อเกียรติภูมิของประเทศชาติ
-          ลับมาก ความลับเกี่ยวกับข่าวสารที่รั่วไหลแล้วจะทำให้เกิดความเสียหายหรือเป็นภัยต่อความมั่นคง ความปลอดภัยของประเทศชาติอย่างร้ายแรง
-          ลับที่สุด ความลับเกี่บวกับข่าวสารที่รั่วไหลแล้วจะทำให้เกิดความเสียหายหรือเป็นภัยต่อความมั่นคง ความปลอดภัยของประเทศชาติอย่างร้ายแรงที่สุด

การจัดทำสำเนา
สำเนาคู่ฉบับ
            จัดทำพร้อมต้นฉบับเก็บไว้กับเจ้าของเรื่อง ผู้ร่าง ผู้พิมพ์ ผู้ตรวจ ลงชื่อไว้ที่ด้านล่างขวาของหนังสือ
สำเนา
            มีคำรับรองว่า สำเนาถูกต้องเจ้าหน้าที่ระดับสองขึ้นไป รับรองสำเนาเก็บไว้ที่สารบรรณกลาง

ชนิดของหนังสือราชการ
1.      หนังสือภายนอก
2.      หนังสือภายใน
3.      หนังสือประทับตรา
4.      หนังสือสั่งการ
5.      หนังสือประชาสัมพันธ์
6.      หนังสือที่เจ้าหน้าที่ทำขึ้น หรือ รับไว้เพื่อเป็นหลักฐานทางราชการ


 หนังสือภายนอก
นอกส่วนราชการ
เป็นพิธีการ
ใช้ตราครุฑ
           
            หนังสือภายใน 
ในกระทรวงและจังหวัดเดียวกัน
เป็นพิธีการน้อย
ใช้กระดาษบันทึกข้อความ

บันทึก
ต่ำกว่ากรมลงมา
ใช้กระดาษบันทึกข้อความหรือกระดาษอื่นๆ

หนังสือประทับตรา
ใช้กระดาษตราครุฑ
ใช้ในกรณีที่ไม่สำคัญ เช่น ส่งเอกสารเพิ่มเติม
ประทับตราแทนการลงชื่อหัวหน้าส่วนราชการ
คำขึ้นต้นมีเฉพาะ ที่ และ ถึง
มีคำลงท้าย
                                       
หนังสือสั่งการ
คำสั่ง
ระเบียบ
ข้อบังคับ
                                                           
หนังสือประชาสัมพันธ์
ประกาศ
                        แถลงการณ์
                        ข่าว

หนังสือที่เจ้าหน้าที่ทำขึ้นหรือรับไว้เพื่อเป็นหลักฐานทางราชการ
-          หนังสือรับรอง
-          รายงานประชุม
-          บันทึก  ฯลฯ
ปัญหาในการเขียนหนังสือราชการ
-          ความคิด
-          ยืดยาว เยิ่นเย้อ
-          รู้เรื่องคนเดียว
-          ขาดการประเมิน
หลักการเขียนเนื้อหา
           1.      ปัญหา  
           2.      ข้อเท็จจริง
           3.      ข้อพิจารณา
           4.      ข้อเสนอ
การจัดทำสำเนา
     "สำเนาคู่ฉบับ"
          จัดทำพร้อมต้นฉบับ
          เก็บไว้กับเจ้าของเรื่อง
          ผู้ร่าง ผู้พิมพ์ ผู้ตรวจ ลงชื่อไว้ที่
          ด้านล่างขวาของหนังสือ
     "สำเนา"
          มีคำรับรองว่า สำเนาถูกต้อง
          เจ้าหน้าที่ระดับสองขึ้นไป รับรองสำเนา
          เก็บไว้ที่สารบรรณกลาง

ชนิดหนังสือราชการ
    1. หนังสือภายนอก
    2. หนังสือภายใน
    3. หนังสือประทับตรา
    4. หนังสือสั่งการ
    5. หนังสือประชาสัมพันธ์
    6. หนังสือเจ้าหน้าที่ทำขึ้นหรืรับรองเพื่อเป็นหลักฐานทางราชการ

หนังสือประทับตรา
     - ใช้กระดาษตราครุุฑ
     - ใช้ในกรณีที่ไม่สำคัญ เช่น ส่งเอกสารเพิ่มเติม
     - ประทับตราแทนการลงชื่อหัวหน้าส่วนราชการ
     - คำขึ้นต้นมีเฉพาะ "ที่" และ "ถึง"
     - ไม่มีคำลงท้าย

ปัญหาในการเขียนหนังสือราชการ
     - ความคิด
     - ยืดยาว เยิ่นเย้อ
     - รู้เรื่องคนเดียว
     - ขาดการประเมิน

หลักการเขียนเนื้อหา
     1. ปัญหา
     2. ข้อเท็จจริง
     3. ข้อพิจารณา
     4. ข้อเสนอ

ข้อแตกต่างระหว่าง "อนุญาต" กับ "อนุมัติ"
   "อนุญาต"
      ความหมาย ยิมยอม ยอมให้
      การนำไปใช้ เรื่องส่วนตัว,ไม่เกี่ยวข้องกับงบประมาณของหน่วยงาน,ไม่เกี่ยวข้องกับความรับผิดชอบขององค์การ
   "อนุมัติ"
      ความหมาย ให้อำนาจกระทำตามระเบียบที่่กำหนด
      การนำไปใช้  เรื่องเป็นความรับผิดชอบขององค์กร , เกี่ยวกับงบประมาณของหน่วยงาน

การเขียนรายงานประชุม
   "ปัญหาการเขียนรายงานประชุม"
      1. ไม่รู้วิธีการดำเนินการประชุมที่ถูกต้อง
      2. ไม่รู้จะจดอย่างไร
      3. ขาดทักษะในการจับประเด็นและสรุปความ
      4. การใช้ภาษาในการจด
   "ประโยชน์ของรายงานการประชุม"
      1. เป็นหลักฐานการปฏิบัติงาน
      2. เป็นเครื่องในการติดตามงาน
      3. ใช้อ้างอิง
      4. เป็นแหล่งข้อมูลข่าวสาร     

    ความรู้ใหม่ 
      รู้ความหมายของคำว่า ด่วน ด่วนมาก ด่วนมากที่สุด
          ข้อแตกต่างของคำว่า อนุญาติ กับคำว่า อนุมัติ
   
  ข้อเสนอแนะ
      อยากจะให้อาจารย์สอนในรูปแบบ ลักษณะแนวนี้อีกค่ะ ชอบมากๆ ค่ะ เรียนแล้วไม่เคลียดค่ะ

      

                             นางสาวศิรประภา  โคตรภูงา  รหัส 55113400214  ตอนเรียน D1




Monday, 27 January 2014

บันทึกสะท้อนการเรียนรู้ครั้งที่ 8

1. สิ่งที่ได้เรียนรู้   - ได้รู้จักการเขียนเชิงธุรกิจ
                             การเขียนแบบฟอร์มมี 4 แบบ คือ
                             1. แบบฟอร์มที่ใช้ติดต่อกับหน่วยงาน  ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน
                             2. แบบฟอร์มที่ผู้อื่นขอความร่วมมือให้กรอแบบฟอร์มชนิดนี้เพื่อต้องการทราบข้อมูล                                    ทั้งที่เป็นข้อเท็จจริง และทัศนะของประชาชนกลุ่มต่างๆ
                             3. แบบฟอร์มที่ใช้ติดต่อภายในองค์การ  เช่น แบบฟอร์มขออนุญาติใช้วัสดุอุปกรณ์                                      แบบฟอร์มใบลา  แบบฟอร์มขอกู้เงินสวัสดิการ
                             4. แบบฟอร์มสัญญา  หมยถึงแบบฟอรืมทางกฎหมายระหว่างบุคคล 2 ฝ่าย  เช่น                                           สัญญาจะขายสินค้า  เป็นต้น
         
                            -  การเขียนจดหมายเชิงธุรกิจ  คือจดหมายที่บุคคลติดต่อกับบุคคล  เช่นจดหมาย                                        ติดต่อสอบถาม  การบอกขาย  แจ้งเตือนสินค้า
                            - จดหมายเปิดผนึก  ป็นจดหมายธุระกิจเขียนเผยแพร่ต่อสาธารณชน  สื่อมวลชน
                            - จดหมายราชการ หรือหนังสือราชการ เป็นจดหมายที่ใช้ติดต่ออยู่ในหน่วยงาน                                          ราชการหนึ่งกับอีกส่วนหนึ่ง

                             - การเขียนจดหมายธุรกิจ  ประเภทของการเขียนจดหมายธุรกิจ
                                จดหมายส่วนตัว / จดหมายขอเปิดเครดิต / จดหมายเสนอขายสินค้า / จดหมาย                                        สอบถาม / จดหมายเตือนหนี้หรือทวงหนี้
                             - รูปแบของการเขียนจดหมายในลักษณะต่างๆ
                           
2. ความรู้ใหม่        ได้รู้จักการเขียนจดหมายที่ถูกวิธีไม่ว่าจะเป็นระดับทางการ  หรือระดับกึ่งทางการ
                              ได้รู้จักการกรอกแบบฟอร์มในลักษณะต่างๆ  และเข้าใจได้มากยิ่งขึ้น
3. ข้อเสนอแนะ      เรียนวันนี้ดิฉันรู้สึกสนุกมากๆ ค่ะ  เรียนแล้วไม่เคลียด อาจารย์สอนไม่น่าเบื่อเลยค่ะ                                   อยากจะให้อาจารย์สอนลักษณะแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆค่ะ  ชอบๆ

                                   นางสาวศิรประภา  โคตรภูงา  รหัส 55113400214  ตอนเรียน D1

Monday, 20 January 2014

บันทึกสะท้อนการเรียนรู้ครั้งที่ 7

1. สิ่งที่ได้เรียนรู้    - ความรู้พื้นฐานในเรื่องของการแต่งกลอน
                             - กวีนิพนธ์  เป็นบทร้อยกรองที่สร้างสรรค์ความงามเข้าด้วยตัวอักษรเลี้ยง  จังหวะ หรือท่วงทำนอง  มีถ้อยคำสื่อสารอันเป็นเอกลักษณ์ หรือการสร้างภาพพจน์  เพื่อให้ผู้อ่านจินตนาการได้อย่างสวยงามกว้างไกลและไร้ขอบเขต  รวมทั้งเกิดความรู้สึกสะเทือนใจอย่างลึกซึ้ง
                             - การเขียนกวีนิพนธ์  พยางค์ที่คล้องจองด้วยเสียงของสละหรือเสียงของพยัญชนะ  หากคล้องจองด้วยเสียงสระเรียกว่า สัมผัสสระ
                             - สัมผัสนอก คือ สัมผัสนอกวรรคและนอกบท  เป็นสัมผัสบังคับด้วยเสียงสระ
                             - สัมผัสใน  คือ สัมผัสในวรรคเดียวกัน ซึ่งมีสัมผัสสระและสัมัสอักษร  เป็นสัมผัสที่มีความไพเราะ
                             - ความหมายของคำไวพจน์  คำเอก  คำโทในโคลงสี่สุภาพ
                             - กาพย์ หมายถึง คำประพันธ์ชนิดหนึ่งซึ่งมีการกำหนด  คณะ  พยางค์ และสัมผัส  เช่นเดียวกับฉันท์แต่ไม่บังคับคลุ - ลหุ  // ประเภทของกาพย์

2. ความรู้ใหม่     -ได้รู้เทคนิควิธีการเตรียมตัวอ่านหนังสือสอบ
                             -ได้รู้จักการแต่งกลอนในลักษณะต่างๆ
                             - ได้การบ้านคือ พระอภัยมณี กับนางเงือกได้กันยังไง
                             - เรียนรู้ในเรื่องการใช้คำคล้องจองต่างๆ ค่ะ

3. ข้อเสนอแนะ    พอใจกับลักษณะการสอนของอาจารย์ค่ะ เรียนแล้วไม่เคลียด รู้สึกสนุกค่ะ




                                  นางสาวศิรประภา  โคตรภูงา  รหัส 55113400214   ตอนเรียน D1

Tuesday, 7 January 2014

อยากให้ประเทศไทยสงบสุข

            ประเทศไทยเปรียบเสมือนดั่งด้ามขวานทอง  เพราะประเทศไทยมีลักษณะคล้ายด้ามขวาน  เป็นประเทศที่มีความอุดมสมบูรณ์  ประชาชนชาวไทยรักใคร่กลมเกลียว มีความสามัคคีกัน มีชีวิตความเป็นอยู่ที่สงบสุข ช่วยเหลือเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน รู้รักแผ่นดินถิ่นกำเนิดประดุจดั่งดวงใจ  แต่พอย้อนกลับมาดูประเทศไทยในปัจจุบันนี้ช่างแตกต่างกับสมัยก่อนราวฟ้ากับเหว  ในปัจจุบันนี้ประเทศไทยมีแต่ความวุ่นวาย  ความรุนแรง  ผู้คนมีแต่ความแกร่งแย่ง ไม่มีความรักใคร่ปรองดองกันเหมือนเมื่อก่อน  ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ทำให้ในปัจจุบันนี้ประเทศไทยไม่มีความสงบสุขเสียเลย มีแต่ความวุ่นวาย  ประหนึ่งคือผู้คนมีความคิดที่แตกต่างกันออกไป  ผู้คนส่วนใหญ่ชอบเอาความคิดของตนเองเป็นใหญ่  จึงทำให้เกิดความขัดแย้งต่างๆ ตามมา  ยกตัวอย่างเช่น สถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบันนี้เกิดความวุ่นวายยิ่งนัก เนื่องจากคนในสังคมเกิดการแบ่งพรรค แบ่งสี ไม่ฟังเหตุผล ไม่หันหน้ามาคุยกัน  จึงทำให้เกิดความวุ่นวาย โดยไม่นึกถึงอนาคตของประเทศไทยในวันข้างหน้าเลยว่าจะเป็นอย่างไร  สิ่งต่างๆ เหล่านี้ส่งผลทำให้ประเทศไทยเกิดความเสียหายในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านธุรกิจ เศรษฐกิจ การคมนาคมต่างๆ  และที่สำคัญคือเรื่องของการศึกษา  การขาดเรียน  การหยุดเรียน ของนักเรียนนักศึกษาในกรุงเทพมหานคร  เนื่องจากมีการชุมนุมของผู้ประท้วงของกลุ่มต่างๆ  ในกรุงเทพมหานคร  ในฐานะที่ดิฉันเป็นคนไทย เป็น เยาวชนไทยคนหนึ่ง  ดิฉันก็อยากจะเห็นประเทศชาติของเรามีแต่ความสงบสุข  ไม่อยากจะให้มีการขัดแย้ง ไม่อยากจะให้มีความรุนแรงในเรื่องต่างๆ อยากเห็นคนไทยมีความรักใคร่  ปรองดอง  สามามัคคีซึ่งกันและกันดังญาติมิตรหรือดั่งคนในครอบครัว  มีความรักชาติ  ศาสนา  และพระมหากษัตริย์  รู้รักแผ่นดินถิ่นกำเนิดของตนเองประดุจดั่งดวงใจ  ถ้าคนไทยมีความรักใคร่ซึ่งกันและกัน มีความเป็นประชาธิปไตย ไม่เอาความคิดของตนเองเป็นใหญ่ แค่นี้ประเทศไทยเราก็จะมีแต่สงบสุข  ไม่เกิดความวุ่นวาย  หรือความรุนแรงค่ะ  และที่สำคัญคือประเทศชาติของเราก็จะมีความเจริญก้าวหน้า  สามารถไปแข่งขันกับต่างชาติได้ค่ะ  สุดท้ายนี้ดิฉันเชื่อว่าคนไทยทั้งประเทศอยากจะเห็นคนไทยรักกัน  อยากจะให้ประเทศไทยมีความสงบสุข  และอยากจะเห็นประเทศไทยเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคงค่ะ  อยากจะให้คนไทยรักกันประดุจดั่งดวงใจค่ะ   ฉันรักประเทศไทย

                             นางสาวศิรประภา  โคตรภูงา  รหัส 55113400214  ตอนเรียน D1

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 6

1.  สิ่งที่ได้เรียนรู้  ได้รู้ถึงประเภทต่างๆ ของโวหาร
                              - บรรยายโวหาร  คือ  กระบวนความที่แจกแจงเรื่องราวอย่างละเอียด  แจ่มแจ้งเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจ
                              - พรรณาโวหาร  คือ  การเขียนบรรยายเรื่องราวอย่างละเอียด
                              - เทศนาโวหาร  คือ  กระบวนกาเขียนแบบแนะนำสั่งสอนโน้มน้าวให้ผู้อ่านเห็นและปฎิบัติตาม
                              - อุปมาโวหาร คือกระบวนการเขียนเปรียบเทียบให้เกิดความคมคายชัดเจนยิ่งขึ้น
                              - สาธกโวหาร  คือ กระบวนการเขียนที่ยกตัวอย่าง หรือเรื่องราวปรกอบเนื้อเรื่อง  เพื่อให้เข้าใจเนื้อหาได้มากขึ้น
                              -  อธิพจน์  คือ กล่าวเกินความเป็นจริง
                              - อวพจน์  คือ  กล่าวน้อยกว่าความเป็นจริง


2.  ความรู้ใหม่  
                             - ได้รู้จักความหมายของคำว่า ภาพพจน์  และ ภาพลักษณ์  อย่างชัดเจน
                             -  ได้รู้จักความหมายของวง Paradox คือคำว่า ปฏิพจน์ หรือ ปฏิภาคพจน์

3. ข้อเสนอแนะ  อยากจะให้อาจารย์มีกิจกรรมระหว่างเรียแบบนี้อีกค่ะ




                                   นางสาวศิรประภา  โคตรภูงา  รหัส 55113400214  ตอนเรียน D1